บทความอื่น ๆ






 
 
 
งานเขียนทั่วไป
 
 
อติรูป
14 เจ้าหมีสังหารอติรูป
 
ราชบุณ

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 บทความใหม่ เหรียญขอเบ็ด หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ                                                                                                                                                                                                                                                                                
มหาราช ๒ แผ่นดิน กับการเช่าบูชาพระครั้งประวัติศาสตร์
 
พระเขี้ยวแก้ว
 
 เมื่อกล่าวถึงการเช่าบูชาพระเครื่อง (ซื้อพระ) ที่เป็นข่าวโด่งดัง การเปลี่ยนมือแต่ละครั้งมีมูลค่าสูงหลายสิบล้านบาท เป็นที่กล่าวถึงในวงการพระ   ย่อมหนีไม่พ้นสมเด็จวัดระฆัง   ยกตัวอย่างเช่นการประมูลสมเด็จวัดระฆังองค์เสี่ยหน่ำที่ทำสถิติมีผู้ประมูลไปสูงถึง ๒๔ล้านบาท แต่ก็ยังมีสมเด็จวัดระฆังองค์อื่น ๆ ที่กล่าวกันว่ามีการซื้อขายแตะหลัก ๓๐-๔๐ล้านมาแล้ว
 
เรื่องเหล่านี้ล้วนมีคนเคยกล่าวถึงกันอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะในหนังสือพระเครื่องหลายต่อหลายเล่ม หรือในสภากาแฟในสนามพระหรือนอกสนาม แต่แทบไม่มีใครเคยทราบถึงการเช่าบูชา (ซื้อ) พระในระดับชาติ เป็นการเช่าบูชาพระครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่เคยเกิดขึ้น ย้อนอดีตไปถึงสมัยอยุธยายุคกลาง ตรงกับสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา โดยมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ของพม่า ผู้มีพระนามว่า “บาเยนองจอเดงนรธา” หรือพระเจ้าบุเรงนอง ผู้ชนะสิบทิศนั่นเอง การเจรจาเช่าบูชาในครั้งแรกสำเร็จลุล่วงไปด็วยดี แต่ก็มีข้อครหาตามมาในทุกวันนี้ ว่าพระที่พระเจ้าบุเรงนองได้ไปนั้น “เป็นพระเก๊”
 
นอกจากนี้ การเช่าบูชาพระในระดับชาติครั้งที่ ๒ เกือบจะเกิดขึ้นอีกครั้งในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ มหาราชพระองค์หนึ่งในแผ่นดินสยาม โดยส่วนหนึ่งเป็นพระราชประสงค์ที่สืบเนื่องมาจาก รัชการที่๔ และเป็นพระราชประสงค์ของกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชในเวลานั้น    จึงทรงเสด็จไปเพื่อหวังจะเช่าบูชาด้วยพระองค์เอง แต่การเช่าบูชาครั้งประวัติศาสตร์ในหนที่ ๒ นั้นไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะเกิดเหตุการณ์ตรงกันข้ามกับมหาราชของพม่า เพราะการเจรจาในครั้งนี้ล่มกลางคัน ทรงกริ้วอย่างรุนแรง และพระองค์ทรงมีพระราชวินิจฉัย “สวด” ว่าเป็นพระเก๊ อีกต่างหาก !!!
 
นอกจากนี้การเช่าบูชาทั้ง ๒ ครั้งยังเป็นพระองค์เดียวกัน คือพระทันตธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) สถานที่เดียวกัน ข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงเกาะศรีลังกา  
 
ย้อนตำนาน พระเขี้ยวแก้ว
ตามตำนานโบราณเล่าว่า ภายหลังการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ปรากฏว่ามีพระธาตุบางส่วนที่ไม่ไหม้ และถือว่าเป็นพระธาตุที่มีค่ามากที่สุด ได้แก่พระเขี้ยวแก้วทั้งสี่ พระรากขวัญหรือกระดูกไหปลาร้าทั้งสอง พระอุณหิสหรือกระดูกส่วนหน้าผาก พระธาตุทั้ง ๗ องค์นี้ยังอยู่เป็นปรกติไม่แตกออก ขณะที่พระธาตุส่วนอื่นแตกออกมีขนาดต่างๆ กัน
 
เชื่อกันว่าพระเขี้ยวแก้ว ๔ องค์ได้ไปประดิษฐานอยู่ในที่ต่าง ๆ ดังนี้ องค์หนึ่งได้อยู่บนสวรรค์ อีกองค์อยู่เมืองบาดาล และอีก ๒ องค์อยู่บนโลกมนุษย์  ปัจจุบันอยู่ที่ประเทศศรีลังกา เป็นที่มาของบทความนี้ ส่วนองค์ที่ ๒ ปัจจุบันอยู่ที่ประเทศจีน ซึ่งกระทรวงต่างประเทศเคยอัญเชิญมาประดิษฐานชั่วคราวในประเทศไทย ที่พุทธมณฑลเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๕
ส่วนความเป็นมาขององค์พระเขี้ยวแก้วที่ศรีลังกานี้  เริ่มจากพระเขมา ศิษย์องค์หนึ่งของพระสารีบุตร ได้นำพระเขี้ยวแก้วเบื้องล่างด้านขวาไปถวายกษัตริย์แห่งแคว้น Kalinga ในอินเดีย เหล่ากษัตริย์ในแคว้นต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่อยากได้พระเขี้ยวแก้วนี้ไว้ในครอบครอง ต่างทำสงครามแย่งชิงพระเขี้ยวแก้วจากแคว้นKalinga อยู่เนือง ๆ ทั้งนี้ยังรวมไปถึงเหล่ากษัตริย์ต่างศาสนา ที่ทำสงครามเพื่อมุ่งหวังจะทำลายพระเขี้ยวแก้ว   จวบจน ๘๐๐ ปีผ่านไป ได้เกิดสงครามครั้งใหญ่ กษัตริย์แห่ง Kalinga พระนามว่า Guhasiva ทรงเล็งเห็นว่าแคว้นของตนอ่อนแอจนเกินกว่าจะรักษาพระเขี้ยวแก้วเอาไว้ได้ จึงตัดสินใจส่งพระเขี้ยวแก้วไปไว้ในดินแดนที่เป็นศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนาในเวลานั้น นั่นคือเมืองลังกา(พ.ศ.๘๕๔)
 
โดยผู้ที่อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วจากอินเดีย ไปยังศรีลังกานั้น ก็คือ เจ้าหญิง Hemamala พระราชธิดา ของ กษัตริย์ Guhasiva แห่ง Kalinga โดยมีเจ้าชาย Danta พระสวามี เสด็จไปด้วย เจ้าหญิงทรงซ่อนพระเขี้ยวแก้วไว้ในมวยผม ระหว่างทางเกิดปาฏิหาริย์ต่าง ๆ นานา เป็นตำนานเล่าสืบต่อกันมา
 
(ภาพเขียน เจ้าหญิงและพระสวามีอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วไปลังกา)
 
จนในที่สุดพระเขี้ยวแก้วจึงได้ประดิษฐานที่กรุงอนุราชปุระ เมืองหลวงแห่งแรกของลังกา ต่อจากนั้นก็ย้ายไปอยู่ยังเมืองต่าง ๆ แล้วแต่ว่าในเวลานั้นเมืองไหนเป็นเมืองหลวง หรือมีการเปลี่ยนราชวงศ์ จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๐๔๘ ยุคของการล่าอาณานิคมจากชาติตะวันตก ชาวโปรตุเกศเป็นชนชาติแรกที่เข้ามามีอำนาจในลังกา และยึดครองอาณาจักรแห่งนี้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ได้มีความพยายามบีบบังคับให้ชาวสิงหล (ชนพื้นเมืองของลังกา) หันมานับถือศาสนาคริสต์ พระเขี้ยวแก้วซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธ จึงเป็นอุปสรรคชิ้นสำคัญในการเผยแพร่ศาสนา ตลอดจนการปกครองของชาวโปรตุเกศ
 
เพื่อเป็นการถอนรากถอนโคนพระพุทธศาสนาในศรีลังกา  โปรตุเกสจึงออกกฏหมายเก็บภาษีครอบครัวชาวพุทธอย่างรุนแรง  ผู้ใดยอมนับถือศาสนาคริสต์ก็จะได้อภิสิทธิ์ไม่ต้องเสียภาษี  จึงมีชาวลังกาเข้ารีตเป็นจำนวนมากรวมทั้งพระเจ้าธรรมปาละแห่งโคลัมโบด้วย  เมื่อเข้ารีตแล้วเปลี่ยนพระนามว่าพระเจ้ายองดวง  และเพื่อเป็นการประกาศชัยชนะของพระผู้เป็นเจ้า  ผู้สำเร็จราชการโปรตุเกศและบาทหลวงที่มีอำนาจ จึงสั่งพระเจ้ายองดวงมอบพระธาตุเขี้ยวแก้วให้  แล้วจึงได้มีการจัดปะรำพิธี นำพระเขี้ยวแก้วใส่ไปในครก และตำจนแหลกละเอียด ต่อหน้าฝูงชนชาวลังกา   เศษที่ป่นเป็นผงธุรียังนำมาเผาซ้ำ ที่เหลือเป็นเถ้าถ่านก็ถูกนำไปทิ้งลงแม่น้ำ หลังเหตุการณ์อันน่าเศร้าสลดนั้น ยังมีการกระทำที่ตอกย้ำและย่ำยีไปในหัวใจชาวพุทธ เพียงมุ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ชนชาติตะวันตกในเวลานั้นมองผู้นับถือศาสนาอื่น เป็นพวกนอกรีตและเข้าไม่ถึงพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งแน่นอนว่า ชาวพุทธในเวลานั้นก็ย่อมที่จะมองชาวตะวันตกด้วยความรู้สึกเช่นเดียวกัน
 
โดยที่ทางการโปรตุเกศได้ออกเหรียญที่ระลึก เนื่องในวาระอันสำคัญยิ่ง (วันที่ทำลายพระเขี้ยวแก้ว) ด้านหน้าเป็นรูปผู้สำเร็จราชการชาวโปรตุเกศ พร้อมคำสดุดีว่า “ผู้พิทักษ์ศาสนาผู้เที่ยงแท้” ส่วนด้านหลังเป็นรูปบาทหลวงกำลังตำพระเขี้ยวแก้ว พระสันตะปาปาที่กรุงโรม ยังมีแก่ใจ อุตส่าห์ส่งสาส์นแสดงความชื่นชมยินดีที่ทำลายสิ่งสำคัญที่สุดของชาวพุทธ (พวกนอกรีต) ลงได้
 
แต่ทว่า การเปลี่ยนแปลงใด ๆ หากเป็นทางรูปธรรม ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงได้ไม่ยากนัก   แต่หากเป็นการเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติความเชื่อ ไม่ว่าจะโดยใช้อำนาจ การขู่เข็ญบังคับ หรือการโฆษณาชวนเชื่อ ฯลฯ ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงผู้มีจิตใจอ่อนแอได้บ้าง แต่ความศรัทธาในจิตใจของผู้คนที่ฝังรากลึกมานับพัน ๆ ปียากที่จะสั่นคลอนได้ เพียงทำลายสิ่งที่เป็นเครื่องหมายสำคัญที่สุดของชาวพุทธลงไป โดยหวังจะให้เกิดความสิ้นศรัทธาโดยง่ายนั้น นับว่าชาวตะวันตกยังไม่เข้าใจถึงความรู้สึกของชาวพุทธดีพอ เนื่องจากว่า ไม่มีพุทธศาสนิกชนคนใดในเวลานั้น เชื่อว่าสิ่งที่ได้ถูกทำลายไปนั้นเป็นพระเขี้ยวแก้วองค์จริง   ต่อให้เห็นว่าถูกบดแหลกละเอียดย่อยยับไปกับตาก็ตามที เพราะเชื่อมั่นว่า ไม่มีสิ่งใดจะสามารถทำลายพระเขี้ยวแก้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระพุทธเจ้าได้ 
xml:namespace prefix = v ns = "urn:schemas-microsoft-com:vml" />xml:namespace prefix = w ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:word" />
 
ความเชื่อในปาฏิหารย์ที่อยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งปวง มิใยที่ตำนานพระเขี้ยวแก้วบอกเล่าถึงการทำปาฎิหารย์หลายครั้งหลายหน ระหว่างทางที่รอนแรมจากอินเดียมาลังกา ความเชื่อดังนี้จึงทำให้เกิดพระเขี้ยวแก้วองค์ที่ ๒ และที่ ๓ และอีกหลาย ๆ องค์ขึ้นมากลายเป็นปริศนาที่ยังไม่ได้รับความกระจ่างในทุกวันนี้
 
ปี พ.ศ. ๒๑๑๙ หลังจากได้มีพิธีตัดไม้ข่มนาม ทำลายพระเขี้ยวแก้วเสร็จสิ้นไปแล้ว ทางลังกา โดยพระเจ้ากรุงโคลอมโบได้ส่งพระราชสาส์นมายังพระมหากษัตริย์ชาวพุทธผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในเวลานั้น พระเจ้าบุเรงนองพระมหากษัตริย์ชาวพม่า ผู้มีชัยชนะในสงครามต่ออาณาจักรอยุธยาและอาณาจักรน้อยใหญ่ทั้งหลาย จึงเปรียบเสมือน เป็นพระมหากษัตริย์ผู้พิทักษ์พระพุทธศาสนาที่แท้จริง เจ้ากรุงโคลอมโบทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินข้ามน้ำข้ามทะเลมาลังกา (บ้างว่าทางลังกาได้นำมาถวายเองถึงพม่า)   เพื่อจะนำถวายพระเขี้ยวแก้วองค์จริง  โดยมีข้อแลกเปลี่ยนเล็ก ๆ น้อย
 
( ผอบทองประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว)
 
  
(อนุสาวรีย์พระเจ้าบุเรงนองที่เกาะสอง และภาพเขียนจากจินตนาการศิลปินชาวพม่า)
 
ว่ากันว่าข้อแลกเปลี่ยนนั้นได้แก่ ทองคำ ตลอดจนทรัพย์สินมูลค่ามากมายมหาศาล    นอกจากนั้นยังแลกกับกองทหารชั้นดีเยี่ยมเพื่อช่วยในการรบตามที่เจ้ากรุงโคลอมโบทูลขอมา อีกจำนวนหลายพันคน  ทางเจ้ากรุงโคลัมโบได้อ้างว่าก่อนการทำลายพระเขี้ยวแก้ว ได้มีการนำพระเขี้ยวแก้วองค์จริงไปซ่อนไว้ก่อนแล้ว ส่วนพระเขี้ยวแก้วที่ถูกทำลายนั้นเป็นของปลอม (แต่บางหลักฐานกล่าวว่า พระเขี้ยวแก้วแสดงปาฏิหาริย์เสด็จมาปรากฏที่กรุงโคลอมโบเอง) ซึ่งหากเป็นดังข้ออ้างนั้นจริง ผู้ปกครองชาวโปรตุเกศก็คงโง่เขลาน่าดู นอกจากนี้เจ้าเมืองแคนดี้ ในลังกาอีกพระองค์ยังได้ทรงอ้างว่า พระเขี้ยวแก้วที่ถูกทำลายแสดงปาฏิหาริย์เสด็จ (ย้าย) มาปรากฏที่กรุงแคนดี้ และได้มีความประสงค์ที่จะนำถวายพระเจ้าบุเรงนอง เช่นกัน โดยแถมพระราชธิดาไปด้วยอีกพระองค์หนึ่ง ซึ่งพระมหากษัตริย์พม่าได้ปฏิเสธไป  แต่ได้ตอบรับการนำเสนอของพระเจ้ากรุงโคลอมโบ
 
นอกจากจะมีพระเขี้ยวแก้วปรากฏขึ้นมาอีก ๒ องค์แล้ว ยังมีผู้อ้างในภายหลังอีกว่าพระเขี้ยวแก้วองค์จริง ได้นำไปซ่อนไว้ที่เมืองกัว(Gua) ประเทศอินเดีย  ซึ่งผู้กล่าวอ้างก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล ชาวโปรตุเกศผู้ก่อความวุ่นวายตัวจริงนั่นเอง โดยอ้างว่าที่เอามาทำลายเป็นของปลอมไปซะอีก
 
หากเปรียบกับวงการพระ พระเจ้าบุเรงนอง เปรียบเสมือนลูกค้ากระเป๋าหนักที่มีแรงซื้อตัวจริง แต่มูลค่าที่ผู้เสนอให้เช่าบูชาจะได้รับ นอกเหนือจากทรัพย์สินเงินทองจำนวนมหาศาลแล้ว ความเป็นปึกแผ่นมั่นคงในอาณาจักรของตนเอง คือข้อแลกเปลี่ยนที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ ทั้งหมด ในช่วงกระแสการรุกรานของชาวตะวันตกทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ พระนามพระเจ้าบุเรงนองย่อมเป็นที่ครั่นคร้ามและกริ่งเกรง แม้ในหมู่ชาวตะวันตกก็ตามที อนึ่งตามหลักฐานทางประวัตฺศาสตร์แล้ว กองทหารที่มีอานุภาพสูงสุดในกองทัพพม่าคราวตีกรุงศรีอยุธยาแตก คือกองทหารชาวโปรตุเกศนั่นเอง
 
แม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ในภายหลังว่า พระมหากษัตริย์พม่า เหตุใดจึงหลงเชื่อกลลวงของทางลังกาได้โดยง่ายดายเช่นนั้น แต่หากทำความเข้าใจถึงความเป็น พระมหากษัตริย์ชาวพุทธผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ภาระหน้าที่ปกป้องศาสนาจากศัตรูชาวตะวันตกผู้มุ่งร้าย การได้ชื่อว่าเป็นผู้พิทักษ์สิ่งสำคัญที่สุดของชาวพุทธ กลับสู่บ้านเกิดเมืองนอนของตน ย่อมเป็นพระเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  มากกว่าศึกสงครามครั้งไหน ๆ ที่ต้องเสียเลือดเนื้อของทหารไปเป็นจำนวนมาก
 
อนึ่งต้องไม่ละเลยความจริงที่ว่า พระเขี้ยวแก้วย้ายจากอินเดียต้นกำเนิดและศูนย์กลางเดิมของพระพุทธศาสนา มาอยู่ลังกาซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาแห่งใหม่ พระเขี้ยวแก้วจึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความเป็นศูนย์กลาง การรับข้อเสนอโดยปราศจากการลังเลสงสัย ในขณะที่ทรงแผ่ขยายอำนาจไปทั่วภูมิภาค การรับพระเขี้ยวแก้วมาจากลังกา จึงเปรียบเสมือนการประกาศให้กรุงหงสาวดีเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาแห่งใหม่นั่นเอง
 
เมื่อพระเขี้ยวแก้วได้อัญเชิญมาถึงเมืองท่าชายทะเล พระเจ้าบุเรงนองทรงโสมนัสมาก  เสด็จลงไปรับพระเขี้ยวแก้วถึงในทะเล พระองค์และพระมเหสี ได้ตัดพระเกศาทำเป็นแส้ถวายพระเขี้ยวแก้ว ทรงมีพระกระแสรับสั่งให้ทำพระราชพิธีสมโภชน์อย่างยิ่งใหญ่ ทรงบูรณะพระมหาเจดีย์ที่เมืองหลวงคือกรุงหงสาวดี เพื่อประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว จวบจนภายหลังเมื่อมีการย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่กรุงอังวะ พระเขี้ยวแก้วจึงได้ถูกอัญเชิญไปประดิษฐานที่กรุงอังวะตราบจนทุกวันนี้
 
พระเขี้ยวแก้วที่พระมหากษัตริย์พม่าได้ไปนั้น กาลเวลาต่อ ๆ มา ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่มีชิ้นดีจากชาวโปรตุเกศว่า เป็นเพียงเขี้ยวหมู ที่เจ้ากรุงโคลอมโบปลอมแปลงขึ้น แม้กระทั่งชาวสิงหลเองต่างพากันเชื่อมั่นว่า พระเขี้ยวแก้วทั้ง ๒ องค์ ทั้งที่ถูกทำลาย และจำหน่ายให้แก่พระเจ้าบุเรงนอง ล้วนแล้วแต่เป็นของปลอม ของจริงนั้นอยู่ที่เมืองแคนดี้ ซึ่งก็คือองค์ที่พระเจ้าบุเรงนองเคยปฏิเสธมาแล้วนั่นเอง พระเขี้ยวแก้วองค์นี้ในเวลาต่อมาได้ก่อให้เกิดการเจรจาเพื่อมุ่งหวังที่จะขอเช่าบูชาจากพระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยาม   ซึ่งเดิมทีสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้มีพระราชประสงค์ในเรื่องการอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วจากลังกาสู่เมืองสยามมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ได้รับการปฏิบัติตามพระราชประสงค์อย่างเป็นทางการในรัชกาลต่อมา โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินด้วยพระองค์เอง โดยมีพระราชประสงค์เพื่อเช่าบูชา พระเขี้ยวแก้วมาประดิษฐานไว้ในประเทศไทย มิใช่เพียงแต่ไปสักการะบูชาดังที่เข้าใจกันมาแต่เดิมเท่านั้น แม้การเจรจาในครั้งนี้จะล้มเหลวตั้งแต่เริ่มต้นแต่ก็เป็นเรื่องราวที่มีผู้ทราบรายละเอียดที่แท้จริงน้อยมาก
 
จากข้อเท็จจริงตามปลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวมาข้างต้น ความน่าเชื่อถือในพระเขี้ยวแก้ว ว่าองค์ไหนน่าจะเป็นองค์จริงมากที่สุด อาจเรียงลำดับความน่าจะเป็นได้ดังนี้
๑.      องค์ที่ถูกบาทหลวงโปรตุเกศทำลาย 
๒.    องค์ที่ทางโปรตุเกศอ้างว่า เอาไปประดิษฐานไว้ที่เมือง Gua
๓.     องค์ที่พระเจ้าบุเรงนองได้บูชาไป โดยแลกกับทรัพย์สินและทองคำมูลค่ามหาศาล รวมไปถึงกองทหารชั้นเยี่ยม
๔.     องค์ที่ทำปาฏิหาริย์ มาปรากฏที่เมืองแคนดี้
 
แต่เนื่องจากในเวลาต่อมา ทางลังกาเองเชื่อมั่นโดยปราศจากความสงสัยเลยแม้แต่น้อยว่า พระเขี้ยวแก้วที่ “ทำปาฏิหาริย์”เสด็จมาเมืองแคนดี้ นั้นคือพระแก้วองค์จริง ส่วนที่ทางกษัตริย์เมืองพม่าได้ไปนั้น เป็นของเทียม ทั้ง ๆ ที่หากพิจารณาโดยความเป็นกลางจริง ๆ แล้วนั้น พระเขี้ยวแก้วทั้ง ๒ องค์ล้วนมีข้อกังขาเช่นเดียวกัน ความศรัทธาต่อพระเขี้ยวแก้วที่เมืองแคนดี้ ไม่เฉพาะแต่ชาวสิงหลเท่านั้น แต่ชาวพุทธในดินแดนอื่น ๆ ทั่วโลกต่างให้ความศรัทธาต่อพระเขี้ยวแก้ว ณ.เมืองแคนดี้ โดยแทบจะไม่สนใจใยดีพระเขี้ยวแก้วที่เมืองพม่า สาเหตุอาจจะเป็นเพราะ พระมหากษัตริย์พม่าทุกราชวงศ์มีความคลั่งไคล้ในราชการสงครามต่ออาณาจักรเพื่อนบ้าน ความศรัทธาในพระเขี้ยวแก้วของอาณาจักรที่เป็นศัตรูผู้รุกรานจึงเกิดขึ้นได้ยาก
 
เหตุการณ์ที่กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส มีพระราชประสงค์ ให้สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปอัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว จากเมืองแคนดี้ ประประดิษฐานไว้ในประเทศไทยนั้น ข้าพเจ้าขออัญเชิญ พระราชหัตถเลขา ที่ทรงมีพระราชทานแด่ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ  รวมไปถึงพระราชหัตถเลขาที่มีต่อ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ในเฉพาะส่วนที่เกี่ยวพันกับพระเขี้ยวแก้ว
 
วันที่ ๒๑ เมษายน ร.ศ.๑๑๖  คัดเฉพาะส่วนเหตุการณ์วุ่นวายครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปที่วัดพระทันตธาตุ
 
.... ....... ........ ตาพระอีกองค์หนึ่งเอาคัมภีร์กรากเข้ามาให้ คราวนี้ฉันเลยไม่มีตัว ไม่รู้ใครเอาอะไรมาให้และส่งอะไรไปให้ใคร มันหนุบ ๆ หนับ ๆ ไปไม่มีอะไรจะเหมือนแย่งลูกมะนาวใต้ต้นกัลปพฤกษ์ บางคนฉันเข้าใจว่าแกไม่ได้ตั้งใจ ตีนไม่ถึงพื้นมันลอยเข้ามาก็มา ตาที่อ่านก็ค้ำกันเรื่อยไปทั้งสองคน ท่านพวกที่อยู่นอกสังเวียนก็สวดกันเรื่อยไป เหมือนวิวาทกันมากกว่าอื่น ฉันเดินพลางขอบใจพลาง ใครก็ไม่รู้เป็นล่ามตะโกนแปล และไม่เห็นหน้าเห็นตา ถ้าแม่เล็กไปก็เป็นลมอยู่ที่นั่นเอง มันชั่งชั่วชาติประดาเสีย ขึ้นกระไดแคบ ๆ ไปอีกชั้นหนึ่งจึงถึงชั้นบนที่ห้องพระทันตธาตุ ในนั้นจุดไฟดวงเล็กไว้สัก ๓ ดวง หรือ ๔ ดวง หน้าต่างก็ไม่มี ตั้งใจจะให้มืดทีเดียว พวกฝรั่งทั้งผู้ชายผู้หญิงดันเข้าไปก็หลายคน พระก็หลาย ตาท้องโตคนหนึ่งกินที่เท่า ๓ คน แกเข้าไปถึง ๘คนคนเราเข้าไปได้สองสามคน นอกนั้นเบียดขลักกันอยู่ข้างนอก   ฉันจุดเทียนรุ่งสองเล่มจะหาอะไรปักก็ไม่มี จะติดกับโต๊ะก็ดูเหมือนแกไม่ตั้งใจ กลัวจะสว่างไป เขารื้อพระเจดีย์เอามาใส่ไว้ในครอบแก้ว แล้วพระเจดีย์องค์ใหญ่นั้นจะย่อมกว่าพระเจดีย์ที่วับวรนิเวศน์ไม่มากนัก กาไหล่ทองมีสังวาลพม่าบ้าง อะไรอีกบ้างดูไม่ทันและไม่ใคร่เห็นถนัด คล้องอยู่เป็นพวงใหญ่ ดูเหมือนมีพลอยดี ๆ มาก องค์รอง ๆ ลงมาดูก็ไม่ใคร่ถนัด พวกท้องโตบ้างพระบ้างเดินยุ่ม ๆ ย่าม ๆ เหมือนจะกลัวเราแกะเพชรและพลอย หรือขโมยใส่กระเป๋า เขาหยิบมาให้ดูองค์ในประดับเพชรและทับทิม มีลุ้งประดับประดาเพชรพลอยอีกชั้นหนึ่ง กับเอาพระแก้วสีเป็นมรกตจริง ๆ น่าตักสัก ๔ นิ้วส่งมาให้ดู ไม่ทันเห้นว่าจริงหรือปลอมมันรับเอาไปเสียแล้ว คัมภีร์ลานทองสองผูกที่กรมดำรง (สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ) ว่าเป็นของพระบรมโกศนั้น ได้ดูผูกหนึ่งที่เป้นหนังสือขอม เป็นวิธีอุปสมบทกฐินเดาะ ผูกสีมา ซึ่งไม่ประหลาดอันใด แต่พลิกดูให้ตลอดก็ไม่ได้ มันแน่นกันเหมือนปลาเซดินในหีบ เหงื่อไหลแต่กลางขม่อมจนส้นตีน ให้กรมสมมติคัดบานพแนก จะขอเอาไปคัดนอกห้อง มันก็ไม่ยอมว่าไม่มีธรรมเนียม ฉันก็พื้น ว่ากะของเท่านี้ข้อจะขโมยทีเดียวหรือ
 
ในขณะนั้นฉันพิจารณาดูพระเขี้ยวแก้ว รูปร่างก็อ้าย ดุ้น ๆ นั้นแล แต่ที่ตากุดาลังกาเห็นจะเล็กกว่า และงามไปกว่าหน่อย แล้วไม่สกปรกเหมือนด้วย จะว่าเป็นงาเก่า ๆ ด้ามแปรงปิดทองพระก็งามไปกว่า สีแดงเปื้อน ๆ จะทำให้เป็นฟันคนแก่สกปรก หรือจะให้เป็นเก่าก็ไม่ทราบ ทำนองก็จะให้เป็นสีดอกพิกุลแห้ง แต่ไม่เสมอกัน บางแห่งหนาบางแห่งบาง   ฉันว่ายอมให้ฉันจับได้หรือไม่ บอกว่าไม่มีธรรมเนียมไม่เคยยอมให้ใครจับเลย ฉันว่าประหลาดแล้วในโลกนี้ ออกมาอย่างไรเล่าใน พระเจดีย์เข้าไปอยู่ในครอบแก้ว ก็ตอบว่าจับได้แต่พระที่เป็นเกาวนาเป็นผู้ปกครอง
 
ฉันว่าพระเป็นแต่เกาวนา ข้าเป็นเจ้าแผ่นดิน ถือพระพุทธศาสนา ในเมืองข้าเช่นพระแก้วมรกตไม่มีใครจับ ข้าเป็นผู้จับได้ ข้าดีกว่าผู้รักษาอีก    เขาว่าผู้รักษาจับ ก็จับด้วยผ้าไม่ได้จับด้วยมือเปล่า ฉันวาเจ้าจะพูดอะไรมากไป พี่น้องข้าบ่าวข้าที่มีเดี๋ยวนี้ ชี้หลวงสุนทรและมหามทลิย เป็นคริสเตียนก็เคยจับ ข้าอยากลองดู เจ้าไม่ให้จับข้าก็ไม่จับกับของพันนี้ 
 
พระพุทธเจ้าไม่ได้ซ่อนพระองค์ไม่ให้ผู้ใดเข้าถึง พระธรรมของท่านเปิดเผยแก่คนที่หวังจะประพฤติตาม ไม่มีสิ่งใดปิดบังซ่อนเร้น เรามาบัดนี้เพื่อจะบูชาสิ่งนี้ ก็เฉพาะต่อองค์พระพุทธเจ้า เราหาได้มุ่งจะบูชาสิ่งที่ต่างพระองค์ไม่ เมื่อเจ้าห้ามข้าด้วยความดูถูกดังนี้ ข้าก็ไม่บูชาพระพุทธเจ้าในที่นี้ ข้าจะบูชาที่อื่นได้ถมไป   ฉันสั่งให้ขนเครื่องบูชากลับ และให้คืนของที่พระให้มาทั้งหมด และสั่งให้คนที่ไปด้วยให้เข้าไปดูเสียทุกคน ฉันออกมาหายใจที่เฉลียง พอคนดูทั่วกัน แล้วก็ลงมาขึ้นรถกลับ อ้ายพวกนั้นตะลึงกันไป ไม่มีใครติดตามว่ากล่าวอันใด...........................
 
อันที่จริงฉันก็ได้คิดเสียก่อนที่จะกริ้วแล้ว ขออย่าให้แม่เล็กตกใจว่าฉันแผลงฤทธิ์ เห็นว่าไม่กริ้วไม่ได้ คนเป็นกองเสียพระเกียรติยศ และในการที่จะให้เงินให้น้อยก็ไม่ได้ ให้มากก็งุ่มง่ามถึงจะไม่เชื่อก็ต้องเป็นเชื่อ อายพวกฝรั่งมันหัวเราะเยาะเจ้าแผ่นดินมอญ (พระองค์หมายถึง พระเจ้าบุเรงนอง) ถูกลังกามันเมกเสียยับ ยังเป็นที่หัวเราะกันอยู่ทุกวันนี้ ฉันจะแปลเรื่องย่อ ๆ ส่งมาให้ อยากให้ตีพิมพ์ในวชิรญาณ หรือจะลงธรรมจักษุอยากให้พระได้อ่านด้วย กลัวจะไม่ใคร่มีใครอ่านหนังสือนั้นสองฉบับ ............
 
เมื่อพิจารณาจากพระราชหัตถเลขาในฉบับแรก แสดงให้เห็นว่าทรงทราบเรื่องคราวพระเจ้าบุเรงนอง บูชาพระเขี้ยวแก้วไปด้วยกองทหาร และทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล และทรงมีพระราชวินิจฉัยไปในทางไม่สู้ดีนัก อาจตั้งพระทัยไว้ตั้งแต่แรก หากแต่อาจจะทรงถือเป็นพระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติตามพระราชประสงค์ของพระราชบิดา (รัชกาลที่๔) อีกทั้งทรงได้รับปากสมเด็จพระสังฆราช (กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส) ไว้ก็เป็นได้ จึงทรงมีพระราชหัตเลขาถึงสมเด็จพระสังราช ในเรื่องพระเขี้ยวแก้วโดยเฉพาะ
 
 
(รัชกาลที่ ๕ ทรงสนทนากับสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ณวัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๘)
 
 
เรือพระทั่งมหาจักรี ในมัชฌันตรวิถี ทะเลอาหรับ วันที่ ๒๗ เมษายน รัตนโกสินทรศก ๑๑๖
 
กราบทูลกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ด้วยการที่หม่อมฉันออกมาครั้งนี้ ที่แห่งใด ๆ ก็นับว่าเป็นเรียบร้อย เว้นไว้แต่ที่มาลิกาวะ วัดพระทัตธาตุ หม่อมฉันไปชวนวิวาทกันขึ้นกับผู้รักษา อันที่จริงไม่ได้เป็นไปโดยลุอำนาจแก่โทษา ได้คิดก่อนแล้วจึงได้วิวาท เหตุการณ์ที่ขอจับต้องพระทันตธาตุนั้น ไม่เป็นการประหลาดอันใด มีผู้เคยจับต้องเป็นอันมากคนที่มาด้วยกับหม่อมฉัน เข่นเจ้าหมื่นเสมอใจ หลวงสุนทรโกษา และมหามุทลิย ซึ่งเป็นคนนับถือศาสนาพระเยซู หากแต่เพียงมาด้วยเจ้านายของเราก็ได้จับ   ความจริงไม่มีผู้ใดทั้งฝรั่งแลลังกาที่ได้คิดสักคนหนึ่ง ว่าจะเกิดขัดขวางดังนั้น เจ้าเมืองเองได้บอกแก่หม่อมฉันว่า เพราะคิดเห็นเสียว่าหม่อมฉันเป็นคนถือพุทธศาสนา คงจะเข้าออกกันได้สนิทสนมกับพวกนั้น เพื่อจะเปิดช่องให้พวกข้าราชการได้เข้าไปมาก จึงมิได้เข้าไปในห้องนั้นด้วย หาไม่การอันนี้ก็จะไม่เกิดขึ้นเลย 
 
พิเคราะห์ดูตามอาการกิริยาแลคำที่ออกตัวภายหลัง ก็เป็นอันจะโก่งราคาให้สูง คือจะบอกให้เห็นว่าอนุญาตให้จับโดยความนับถืออย่างยิ่ง ไม่ได้อนุญาตแก่ผู้อื่นเลยแต่การอันนั้นไม่เป็นความจริง แลประกอบด้วยกิริยาอันหยาบคายของหัวหน้าผู้รักษา ให้ปรากฏว่าคำตอบนั้นไม่สู้เป็นการเคารพแลล่อลวง ซึ่งเป็นสันดานแห่งชาวลังกาอันจะได้เห็นในหนังสือที่หม่อมฉันเรียงมาสำหรับลงวชิรญาณวิเศษและธรรมจักษุนั้นแล้ว ว่าตามความจริง เจดีย์ฐานอันนี้ ไม่เป็นเครื่องที่ก่อเกิดความยินดีเลื่อมใส เพราะเห็นเป็นการล่อลวงติดอยู่ในนั้น ถ้าหากเราจะเข้าเรี่ยรายเล็กน้อยก็จะไม่สมควรแก่ที่เขาเป็นที่นับถือกัน ถ้าจะออกมากก็ให้นึกละอายใจ ว่าจะเป็นผู้หลงใหลไปตามแลดูก็จะไม่เป็นประโยชน์อันใด และไม่เป็นเกียรตยศอันใด ทั้งฝ่ายศาสนาและฝ่ายพระราชอาณาจักร จึงไม่รับเชื้อเชิญ ที่จะไปดูอีกในภายหลัง ..........
 
เมื่อพิจารณาตามพระราชหัตถเลขาทั้ง ๒ ฉบับ จะเห็นถึงพระราชประสงค์ในการบูชาพระเขี้ยวแก้ว เพื่อที่จะอัญเชิญมาอยู่ณ.กรุงสยาม อย่างชัดเจน
แต่หากเปรียบเทียบเหตุการณ์สำคัญทั้ง ๒ ครั้ง การบูชาพระเขี้ยวแก้วโดยมหาราชชาวพม่า เป็นการบูชาในคตินิยมแบบโบราณ พระเจ้าบุเรงนองทรงเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่ก็อยู่ภายใต้คติและความเชื่ออย่างโบราณกาลในปาฏิหารย์ที่ไม่ต้องการข้อพิสูจน์ใด ๆ อีกทั้งพระเขี้ยวแก้วในเวลานั้นคือหัวใจแห่งพระพุทธศาสนา และเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา ที่พระเจ้าบุเรงนองทรงถือเป็นพระราชกิจที่สำคัญยิ่ง ที่จะต้องรับมอบความเป็นศูนย์กลางนั้นต่อจากลังกาที่กำลังประสบภัย ซึ่งเหตุผลดังนี้ย่อมสำคัญกว่าข้อกังขาใด ๆ
 
ส่วนมหาราชแห่งกรุงสยาม สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ร่วมสมัย แม้จะยึดถือธรรมเนียมโบราณแต่ทรงปกครองประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่สยามประเทศกำลังถูกจับตามองจากชาติตะวันตก อีกทั้งความเชื่อในเรื่องพระบรมสารีริกธาตุแบบโบราณได้ถูกเปลี่ยนแปลงในสมัยรัชกาลนี้เอง (เป็นเรื่องราวหลังอุปราชอินเดีย ถวายพระบรมสารีริกธาตุมาให้ ซึ่งมีพุทธลักษณะเช่นเดียวกับกระดูกมนุษย์ มิได้เป็นมณีเรืองแสงอย่างคติความเชื่อโบราณ) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีความ “ทันสมัย” ที่ชาติตะวันตกยกย่อง เนื่องจากได้รับการวางรากฐานทางการศึกษามาแต่สมัยพระราชบิดา
 
และก่อนเสด็จไปลังกา ทรงได้รับข้อมูลจากทางโปรตุเกศถึงความเป็นมาของพระเขี้ยวแก้วที่มีข้อสงสัยมากมายหลายประการ อันเป็นเหตุให้การเช่าบูชาพระระดับชาติในครั้งที่ ๒ นี้ ต้องเป็นอันล้มเหลวไป  ดังพระราชนิพนธ์ตอนหนึ่งเกี่ยวกับพระเขี้ยวแก้วหลังกลับจากลังกาแล้ว
“  เมื่อจะกล่าวตามคนต่างประเทศเขากล่าว ที่เขาได้พิจารณาวาดเขียนจำลองถ้วนถี่เขาว่าทำด้วยงาช้างซึ่งเสียสี เป็นของพระเจ้าวิกรมพาหุคิดทำขึ้นไม่เป็นสัณฐานพันธุ์มนุษย์เพราะสิ่งที่จริงแท้นั้นโปรตุเกสได้ทำลายเสีย”
 
ปี พ.ศ. ๒๔๓๔ สมเด้๗ฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้เสด็จไปเยือนลังกาทวีป ทรงพระนิพนธ์เรื่อง ไปลังกาทวีป ทรงมีพระมติว่า
 
“ ที่ข้าพเจ้าได้ไปแลเห็น แลนมัสการพระเขี้ยวแก้วฉะนี้ ถ้าจะไม่พรรณนาถึงพระเขี้ยวแก้วไว้สักหน่อยก็จะขาดความไป  พระทาฒะธาตุนี้สีสันนั้นสีเหลือง ๆ มีคราบจับ เห็นได้ว่าเป็นของโบราณแท้  แต่เมื่อพิเคราะห์ดูรูปสัณฐานเห็นว่าถ้าพระทาฒะธาตุนี้เป็นพระเขี้ยวในสรีรกายของพระพุทธองค์แล้ว พระพุทธเจ้าคงสูงใหญ่ราว ๔ ศอกของสามัญชน... อีกประการหนึ่งพระเขี้ยวของพระพุทธองค์ผิดกับเขี้ยวของสามัญมนุษย์ เพราะรูปไม่เหมือนกับเขี้ยวของคนตามธรรมดาเลย  ความจริงจะเป็นฉันใด ข้อความเหล่านี้ก็มีหนังสือแก้ไข แล้วแต่จะเลือกลงเนื้อเชื่อใจ  เมื่อว่าที่แท้แล้วพระพุทธศาสนามิได้อยู่ที่วัตถุและเจดียฐานอันใด อาศัยใจเป็นใหญ่ ถ้าใจชั่วแล้ว พระเขี้ยวแก้วสักแปดหมื่นสี่พันก็ไม่เป็นประโยชน์อันใดแก่ความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ”
ส่วนพันเอกฟอร์บสซึ่งมีโอกาสได้เห็นพระเขี้ยวแก้วเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๓๗๑ บันทึกไว้ว่า
“พระเขี้ยวแก้วน่าจะเป็นชิ้นส่วนของงาช้างเก่าสีซีด มีความยาวประมาณ ๒ นิ้ว ส่วนฐานมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑ นิ้ว ขณะที่เขี้ยวของมนุษย์จะมีความยาวไม่เกิน ๑ นิ้ว”
ปิดท้ายบทความนี้ ด้วยคำปลอบประโลม สำหรับผู้นิยมพระเครื่องทุกสาขาอาชีพที่ล้วนต้องเคยผ่านประสบการณ์เลวร้ายในการเช่าบูชาพระมามากบ้างน้อยบ้าง เพื่อมิให้เกิดความท้อถอยว่า
 “ แม้แต่ผู้ชนะสิบทิศ ยังเสียท่าให้แก่พระเก๊มาแล้ว นับประสาอะไรกับคนธรรมดา ๆ อย่างพวกเรา ”
 
 
สมเด็จพระบรมโอรสสาธิราชฯ ทรงนมัสการพระเขี้ยวแก้ว ครั้งเสด็จเยือนกรุงแคนดี้ ประเทศศรีลังกา
 
 
ราชวลี ชุมนุมพระบรมราโชวาท พระราชดำรัส และพระราชหัตถเลขาของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี
Francois Houtart “ Part I : Religion and Development ฉบับแปลของบัณฑร อ่อนดำและเสรี พงศ์พิศ , ศาสนากับสังคมเอเชีย , สนพ. ปาจารยสาร, พ.ศ.๒๕๒๔
ประวัติศาสตรืพระพุทธศาสนา เสถียรโพธินันทะ ฉบับมุขปาฐะมหามุฏราชวิทยาลัย
 
 
 สถิติวันนี้ 21 คน
 สถิติเมื่อวาน 334 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
5638 คน
93023 คน
882707 คน
เริ่มเมื่อ 2012-10-30